Site Overlay

ข้าวหมูแดงสีมรกต ที่สุดของข้าวหมูแดง

สีมรกต

  • Restaurant Story
  • >
  • ข้าวหมูแดงสีมรกต ที่สุดของข้าวหมูแดง

ข้าวหมูแดงสีมรกต ที่สุดของข้าวหมูแดงที่ต้องกินสักครั้งก่อนตาย

ช่วยเราแชร์ได้นะ
หมวดหมู่ : Restaurant Story
Posted Oct 22, 2020

หากพูดถึงอาหารจานด่วน จานเดียวที่ถูกปากนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต้องมี “ข้าวหมูแดง” เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยมตลอดกาลแน่นอน ด้วยความที่เป็นเมนูอิ่มท้อง รสชาติอร่อย หากินได้ง่าย แถมราคาจับต้องได้ แต่ถ้าจะให้หาร้านที่ขายข้าวหมูแดงอร่อยๆ ที่ลิ้มรสก็ทีก็ติดใจ อาจไม่ได้มีให้เห็นมากนัก แต่กับร้านนี้ ต้องเรียกว่าเป็นร้านที่หลายๆ คนยัง “อยากกินอีก” ทุกๆ ครั้งที่นึกถึง

“ร้านข้าวหมูแดงสีมรกต” ร้านเก่าแก่ แห่งตรอกโรงหมู (ซอยสุกร 1) สามารถยืนหยัดผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่า 70 ปี จากร้านหาบเร่เล็กๆ ขยับขยายจนกลายเป็นห้องแถว 2 คูหา รองรับลูกค้าจำนวนมาก แน่นอนว่าถ้าไม่มีอะไรดีพอ คงไม่สามารถครองใจลูกค้ามาจนถึงทุกวันนี้ได้ ลูกค้ามากมายที่หลั่งไหลมาจากทุกทิศ ทั้งขาประจำที่อุดหนุนกันมาตั้งแต่สมัยเปิดร้านใหม่ๆ และขาจรที่แวะเวียนผ่านมา หรือติดตามจากรีวิวต่างๆ เป็นข้อพิสูจน์ความเป็นตัวจริงได้เป็นอย่างดี จวบจนถึงวันนี้ ร้านข้าวหมูแดงภายใต้การดูแลของ คุณวัลลภ แก้วสีมรกต หรือเฮียเปี๊ยก ทายาทรุ่นที่ 2 ยังคงรักษาทุกกรรมวิธีที่ได้เล่าเรียนจากคุณพ่อ และรสชาติความอร่อยแบบดั้งเดิมมาได้อย่างครบถ้วน

ที่มาของ “สีมรกต”

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมต้องเป็น “สีมรกต” มันมีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไร เฮียเปี๊ยก ได้เฉลยออกมาง่ายๆ แบบไม่มีอะไรซับซ้อนว่า ชื่อร้านนี้ มาจากนามสกุล “แก้วสีมรกต” ของคุณพ่อนั่นเอง แต่เดิมนั้นคุณพ่อเป็นเพียงลูกจ้างร้านอาหาร ได้ฝึกฝนฝีมือการทำครัวมาจนเชี่ยวชาญ และตัดสินใจออกมาเปิดร้านหาบเร่เล็กๆ ขายข้าวหมูแดงย่างถ่าน อยู่แถวริมคลองในย่านตรอกโรงหมูนี้ ด้วยกลิ่นหอมของหมูย่าง และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ลูกค้าที่ได้ลิ้มลองพากันติดอกติดใจ กลับมากินจนกลายเป็นขาประจำ บ้างก็บอกกันปากต่อปาก จนทำให้ร้านเล็กๆ เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ขายดิบขายดีขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็สามารถเปิดเป็นห้องแถว 2 คูหา ที่มีโต๊ะเก้าอี้ไว้รองรับลูกค้าจำนวนมาก ในที่ตั้งปัจจุบัน ณ ตรอกโรงหมู แห่งนี้ ต่อมาในปี 2539 คุณพ่อผู้ก่อตั้งร้านในรุ่นแรก ได้เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 66 ปี เฮียเปี๊ยกซึ่งได้ฝึกฝนวิชาอยู่กับคุณพ่อมานานก็ได้เข้ามารับช่วงต่อ โดยยังคงปฏิบัติตามที่คุณพ่อได้สอนสั่งไว้ไม่มีขาดตกบกพร่อง เพื่อรักษามาตรฐานของร้านข้าวหมูแดงสีมรกต ตามสูตรดั้งเดิมไว้นั่นเอง

ทุกวันนี้ร้านข้าวหมูแดงสีมรกต มีด้วยกัน 2 สาขา สาขาแรกอยู่ที่ตรอกโรงหมู ซึ่งเฮียเปี๊ยกเป็นผู้ดูแลทุกอย่างด้วยตัวเอง โดยมีญาติๆ เป็นลูกมือช่วยหั่นหมูแดง หมูกรอบกันถึง 3 เขียงเพราะไม่ต้องการให้ลูกค้าต้องรอนาน อีกสาขาอยู่ที่ซอยสาทร 11 หรือเซนต์หลุยส์ ซอย 3 บริหารจัดการโดยคุณบอส ลูกชายคนโต หากใครพบ สีมรกต ที่อื่นนอกเหนือจาก 2 ที่นี้ จะเป็นของปลอม ของเลียนแบบ เพราะเฮียเปี๊ยกไม่ได้ขายแฟรนไชส์ให้ใครเนื่องจากเคยมีคนเอาไปขายแล้วรสชาติไม่ได้ตามต้นตำรับ

เคล็ดลับความอร่อยยาวนานกว่า 70 ปี

ในสมัยที่คุณพ่อของเฮียเปี๊ยกดูแลร้าน เคยย่างหมู เคี่ยวน้ำซอสสูตรเด็ดอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาและสืบทอดรสชาติดั้งเดิมตามสูตรต้นตำรับของคุณพ่อให้คงอยู่ต่อไป ลูกค้าขาประจำที่เคยฝากท้องที่ร้านตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รสชาติอร่อยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยงแปลง เมื่อถามถึงที่มาของความอร่อยแบบสีมรกต เฮียเปี๊ยกได้เล่าให้ฟังว่า ทุกวันจะตื่นตั้งแต่ตี 5 มาย่างหมู ที่สั่งพิเศษจากฟาร์มประจำ 2 แห่ง มีทั้งหมูสันนอก หมูสันในอย่างดี โดยจะเลือกเฉพาะส่วนขาหลัง ส่วนหมูสามชั้นเลือกเฉพาะที่มีมันน้อยเท่านั้น หลังจากได้วัตถุดิบชั้นดี ก็นำหมูไปหมัก แล้วนำมาย่างด้วยเตาถ่าน จนได้หมูแดงที่หอมกลิ่นถ่าน แถมยังมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ชุ่มฉ่ำ ไม่แห้งจนเกินไป สำหรับหมูกรอบของทางร้านสีมรกตนั้น ผ่านการย่างถึง 3 รอบ รอบแรกจะเป็นการอังไฟเพื่อให้หนังหมูกรอบ จากนั้นก็เอามาทิ่มให้เกิดรูพรุนบนหนัง เพื่อรีดน้ำมันออก แล้วย่างต่อรอบที่ 2 เพื่อให้เนื้อหมูสุก แล้วจึงย่างรอบสุดท้ายเพื่อให้ได้หมูที่กรอบตามสูตรของคุณพ่อ ด้วยเหตุนี้ หมูกรอบของสีมรกต จึงไม่เหมือนหมูกรอบของร้านอื่นๆ ที่ใช้วิธีการทอดให้กรอบนั่นเอง

ในส่วนของน้ำหมูแดงที่ใช้ราดนั้น ถือเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้อาหารจานเดียวจานนี้ พิเศษสุดๆ ทางร้านใช้น้ำเคี่ยวกระดูกหมูมาผสมผสานกับถั่ว งา กระเทียม และเครื่องยาจีนกว่า 10 ชนิด เคี่ยวจนได้รสชาติกลมกล่อม หวานอ่อนๆ ส่งกลิ่นยั่วน้ำลาย อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเมนูข้าวหมูแดง ก็คือ ไข่ ร้านสีมรกตเลือกใช้ไข่เป็ดขนาดจัมโบ้ นำมาต้มด้วยอุณหภูมิ และเวลาที่พอเหมาะเพื่อให้ได้ ไข่เป็ดยางมะตูมเยิ้มๆ ก่อนจะย้อมด้วยสีผสมอาหารให้กลายเป็นสีส้มอ่อนๆ สวยงามน่ารับประทาน ซึ่งของทั้งหมดนั้นจะต้องทำสดใหม่ทุกวัน ทำแค่พอขายหมดแล้วก็หมดเลย ทางร้านจะไม่ดูถูกลูกค้าโดยเอาของที่เก็บค้างคืนมาขายเด็ดขาด เพราะนี่คือมาตรฐานของสีมรกตที่ต้องรักษาเอาไว้

ความประทับใจที่มาพร้อมกับลูกค้ามากมาย

ตั้งแต่เปิดร้านมา ก็ขายได้ดีอย่างต่อเนื่อง ในระดับที่บริหารจัดการได้ จนร้านมีชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักชิม มีรายการโทรทัศน์ และสื่อต่างๆ ให้ความสนใจมาถ่ายทำและประชาสัมพันธ์ร้านสีมรกตให้รู้จักในวงกว้างขึ้น เหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ก็คือ หลังจากที่รายการออกอากาศไป วันรุ่งขึ้นมีลูกค้ามายืนต่อคิวรอเข้าร้านยาวไปถึงหัวถนน จนถึงขั้นต้องทำบัตรคิวมาแจก เพราะไม่อยากให้ลูกค้าต้องรอนาน ซึ่งทุกๆ ครั้งที่มีรายการมาถ่ายทำ ก็จะพาลูกค้ามาให้ที่ร้านด้วยเสมอๆ เฮียเปี๊ยกจึงรู้สึกประทับใจ และอยากขอบคุณสื่อต่างๆ รวมถึงลูกค้าที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี สิ่งที่ทางร้านทำเพื่อตอบแทนลูกค้าที่มีพระคุณ คือ การตั้งใจย่างหมูให้ออกมาอร่อยทุกวัน การรักษามาตรฐานเพื่อลูกค้า ทำให้ร้านสามารถยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ และด้วยความอร่อยเป็นเอกลักษณ์ ทำให้ร้านสีมรกตได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในร้านอาหารที่ต้องกินให้ได้ก่อนตาย

วิกฤตสร้างความเสียหาย แต่ไม่สามารถหยุดความตั้งใจได้

ตลอดระยะเวลาที่ ร้านสีมรกต เปิดให้บริการมาเกินกว่า 70 ปี ผ่านร้อนผ่านหนาว เจอวิกฤตมากมาย แม้แต่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ก็ยังผ่านมาได้ ในปี 2563 วิกฤตโควิด-19 ที่เข้ามาสั่นสะเทือนทุกวงการ ถือเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตตั้งแต่ทำร้านอาหารมา แต่เดิมร้านเคยมีรายได้จากการส่งอาหารให้ตามงานต่างๆ แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่มาก แต่ก็ช่วยเหลือจุนเจือทุกชีวิตในร้านได้ เมื่อไม่มีการจัดงาน ทำให้รายได้ส่วนนี้หายไปเลย แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างรายรับได้เฉกเช่นวันวาน “สิ่งเดียวที่ทำในตอนนี้คือ ตั้งใจย่างหมูให้ออกมาดีที่สุดทุกวัน เพื่อให้ลูกค้าได้กินของดี ของอร่อย ความจริงใจที่มีให้กับลูกค้าจะทำให้เราได้ใจลูกค้ากลับมา เมื่อถึงเวลาทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม” เฮียเปี๊ยกกล่าว

เมนูต้องห้ามพลาด

ข้าวหมูแดงธรรมดา (45 บาท / ใส่ไข่ 55 บาท) – เมนูธรรมดาแต่รสชาติไม่ธรรมดา เนื้อหมูแดงสไลด์เป็นชิ้นพอดีคำ มาพร้อมหมูกรอบ และกุนเชียงย่างถ่าน ราดด้วยน้ำซอสสูตรเฉพาะของทางร้าน รสชาติหวานอ่อนๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย กินเปล่าๆ ก็อร่อย หรือจะกินคู่กับพริกชี้ฟ้าที่มีให้เลือกทั้งแบบสดและดองน้ำส้ม เพื่อตัดรสชาติก็ได้ สำหรับใครจะลองใส่ซีอิ๊วหวานลงไปด้วยก็อร่อยไปอีกแบบ ทางร้านมีเตรียมไว้ให้ครบครัน ไม่มีคำว่าหวง

ข้าวหมูแดงพิเศษ (120 บาท / ใส่ไข่ 130 บาท) – เมนูพิเศษที่พิเศษจริงๆ หมูแดงจานนี้คัดมาอย่างดี เนื้อนุ่มชิ้นใหญ่กว่าจานธรรมดา มาพร้อมหมูกรอบ และกุนเชียงเช่นกัน ความเยอะของหมูเรียกว่าปิดจนมองแทบไม่เห็นข้าวเลยทีเดียว สำหรับรสชาติชิมแล้วขอยกนิ้วโป้งให้เลย สุดยอดจริงๆ

เป็ดตุ๋นมะนาวดอง (40 บาท) – เมนู Signature ที่เห็นแทบทุกโต๊ะ น้ำซุปรสกลมกล่อม ซดคล่องคอมาก ฟักนิ่มๆ ติดรสเปรี้ยวนิดๆ จากมะนาวดอง จัดเต็มมากับเนื้อเป็ดตุ๋นเนื้อนุ่ม อร่อยถูกใจ เมนูนี้มีให้สั่งได้ทุกวัน

กระเพาะหมูเกี่ยมฉ่าย (40 บาท) – ซุปรสเข้มจัดจ้านด้วยรสชาติของพริกไทย ทางร้านพิถีพิถันคัดกระเพาะหมูมาอย่างดี หั่นเป็นชิ้นใหญ่พอดีคำ ล้างทำความสะอาดจนไม่มีกลิ่นสาบมาทำให้เสียรสชาติ เมนูนี้มีเฉพาะวันพุธ กับวันอาทิตย์เท่านั้น ถ้ามาวันอื่นจะไม่มีให้สั่ง

มะระซี่โครงหมู (40 บาท) – อีกหนึ่งเมนูยอดฮิต ที่ลูกค้าหลายๆ คนติดใจ ซึ่งมีขายในวันจันทร์ อังคาร พฤหัสบดี ศุกร์ และเสาร์

เฮียเปี๊ยกย้ำว่า นอกจากถ้อยคำเชิญชวนใดๆ แล้ว อยากให้ลูกค้าได้ลองชิมด้วยตัวเองมากกว่า ว่ารสชาติหมูแดง หมูกรอบของสีมรกตเป็นอย่างไร อร่อยอย่างที่ใครๆ เขาร่ำลือกันหรือไม่ ที่บอกกันว่า ต้องกินให้ได้สักครั้งก่อนตายนั้น เมื่อได้ลิ้มรสจริงๆ แล้วเป็นเช่นไร บ้างก็ว่า ตายตาหลับแล้วเพราะได้กินข้าวหมูแดงสีมรกตเรียบร้อย บ้างก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะ ว่าจะต้องได้อร่อยซ้ำอีกหลายๆ ครั้งแน่นอน หากใครสนใจจะลิ้มลองความอร่อยแบบดั้งเดิมนี้ สามารถเดินทางมาด้วยตัวเองที่ตรอกโรงหมู หรือจะไปสาขาใหม่ที่ เซนต์หลุยส์ซอย 3 ก็ได้ ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึงประมาณ 5 โมงครึ่ง แต่ถ้าไม่สะดวกขอแนะนำให้ใช้บริการแอปพลิเคชันเดลิเวอรี่ Robinhood มารับความอร่อยกลับไปอิ่มกันได้ถึงที่ คิดค่าส่งตามระยะทาง ไม่มีการบวกค่าบริการเพิ่มเติมแต่อย่างใด ส่วนเรื่องรสชาติอาหารรับรองว่าไม่แตกต่างกับการมานั่งรับประทานที่ร้านแน่นอน เพราะความอร่อยทั้งหมดถูกรังสรรค์มาจากเตาย่างและความตั้งใจเดียวกัน

Katsuya